ศูนย์รวมเคล็ดลับความสวย....*_*

Blogger..นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลต่างๆทั้งเเบบวิชาการเเละเรื่องความสวยงามได้มาสืบค้นเพื่อนำไปใช้ตามความต้องการต่างๆของตนเองได้ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม



I'am Nam.Phiromya

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน เผยช่วยชำระล้างขยะในลำไส้ แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด
คงสงสัยกันสิว่า กินกันอย่างไรล่ะที่ไม่ให้อ้วน ตำราไทยบอกไว้ให้กินเป็นยาถ่ายพยาธิปฏิบัติไม่ยากเลย ง่ายๆ
เพียงแค่ตื่นนอนตอนเช้าๆ ยามรุ่งอรุณ ก็ราวๆ ประมาณ 05.00 น. หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน เรียบร้อย
เริ่มกินทุเรียนได้ทันที กินพอประมาณ อาจสักครึ่งลูกย่อมๆ หรืออาจมากน้อยกว่านั้น ตามน้ำหนัก
หรือความอ้วน ความผอม คือ อ้วนก็มากหน่อย ผอมก็น้อยลง ไม่ใช่กินเพื่ออิ่มแต่กินเป็นยา แล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอทุเรียนให้ประโยชน์คณานับที่แพทย์แผนไทย มีอาทิเนื้อสีเหลือง รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิเปลือกหนาม รสเฝื่อน สับแช่ในน้ำปูนใสใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสี ย แผลพุพอง เผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวองจากคางทูม และเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงใบทุเรียน รสเย็นและเฝื่อน ใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิรากจากต้น ตัดเป็นข้อๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วง
เขียนโดย poompeungsri ที่ 10:02 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

10 สุดยอดอาหารดีท๊อกซ์

1.กระเทียม กระเทียมมีวิตามินซี ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและตับ แต่ไม่ควรกินกระเทียมไปทั้งเม็ดเพราะมีเอ็มไซม์มากเกินไป ควรจะหั่นหรือซอยบางๆ ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนแล้วนำไปปรุง



2. น้ำมะนาว
เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญ
3.ขิง ขิงนอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสีย
ออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลือ
อาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นาน
เท่าที่ทำได้เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง


4. พืชใบเขียว
คลอโรฟิลล์จากพืชช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาคือร่างกาย
จะกำจัดของเสียได้ง่ายขึ้น ลองทานแบบสลัดใส่ผักในซุปหรือจะผัด
กับน้ำมันมะกอกแล้วแต่ตามเมนูที่ชอบ




5. ธัญญพืช
ข้าวโอ๊ตและขนมปังข้าวไรย์เป็นอาหารที่ทานกันตั้งนานแล้วแต่ถึงอย่างไร ธัญญพืชเหล่านนี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากด้วยเช่นกัน เพราะประกอบด้วยไพเบอร์ที่ดีต่อสุขภาพ

6. ชาเขียว
เรารู้กันดีอยู่ว่าการดื่มชาเขียวช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้สารคาเตชินที่มีอยู่ในชาเขียวยังช่วยเร่งการทำงานของตับและเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์เพื่อขจัดของเสียในร่างกาย

7. บีทรูท
ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย

8. ผักกาด มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดตับ ลองทานน้ำซุปใส่ผักกาดหรือทานเป็นสลัดกับแอปเปิ้ลเพิ่มความกรุบกรอบให้รสชาติอาหาร

9. ผลอาร์ติโชค
ช่วยผลิตน้ำดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเร็วขึ้นและดูดซึมวิตามิน
ได้ง่ายขึ้น นอกจากจะนำใบมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ แล้ว
ลองทำชาอาร์ติโชคง่ายๆ ด้วยการนำใบวางไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนผสมกับน้ำผึ้ง



10. ผลไม้สด
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ มะม่วง แอปเปิ้ลหรือผักสดต่างอุดมด้วย
ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ซึ่งจะช่วยให้ขับของเสียออก
จากร่างกายเช่นกัน

     
เขียนโดย poompeungsri ที่ 09:59 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
มีปัญหาผิวหน้า

        หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และสงสัยเหมือนสาวๆ ที่ประเทศจีนว่า อาจเกิดจากรังสีจากคอมพิวเตอร์ ควรรับประทาน ผักผลไม้สีสดทุกชนิด เพื่อเพิ่มสารต้านออกซิเดชั่น นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเย็นที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่หนัก ทำให้เริ่มวันใหม่อย่างสบายตัว
เขียนโดย poompeungsri ที่ 09:54 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

ประโยชน์และหน้าที่ของน้ำ

          ในแต่ละวันคุณควรได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ การสูญเสียน้ำมาก หรือการได้รับน้ำ น้อยจะทำให้เกิดภาวะแห้งน้ำ
น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั่วๆ ไป มีหน้าที่สำคัญหลายประการคือ
ช่วยในการย่อย การดูดซึม และการไหลเวียนของสารต่างๆ ในร่างกาย

เป็นตัวทำงานสำหรับสารละลายเคมีต่างๆ ทั้งที่เป็นอาหาร และสารอื่นๆ ทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายได้

ช่วยปกป้องเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งทารกในครรภ์มารดา

เป็นสื่อกลางกระบวนการทางชีวเคมีต่างๆ ในร่างกาย และรักษาสมดุลกรดด่าง ในร่างกาย

ช่วยในการขนส่งสารต่างๆ ระหว่างเนื้อเยื่อ กับกระแสโลหิต

ช่วยในการกำจัดของเสียจากร่างกาย เป็นปัสสาวะทางไต

ทำหน้าที่หล่อลื่นข้อต่างๆ ในร่างกาย

ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย โดยเฉพาะการระบายน้ำจากผิวหนัง ลมหายใจ ใน คนที่ออกกำลังกายจะมีการเผาผลาญในร่างกาย เกิดความร้อน และขับออกทางเหงื่อ
ในแต่ละวันคุณควรได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ การสูญเสียน้ำมาก หรือการได้รับน้ำ น้อยจะทำให้เกิดภาวะแห้งน้ำ ทำให้รู้สึกกระหาย กล้ามเนื้อไม่มีแรง อ่อนเพลีย หมดสติ หรืออาจเสียชีวิตได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าร่างกายได้รับน้ำมากเกินไป และไม่สามารถ ควบคุมให้อยู่ในสภาพที่สมดุลได้จะเกิดการคั่ง บวม ปวดศีรษะ ตามัว เป็นตะคิว และอาจ ชักได้




ที่มา: 
เขียนโดย poompeungsri ที่ 09:54 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

กินผลไม้ถูกเวลา...มากคุณค่า

กินผลไม้ตอนท้องว่าง...ได้ประโยชน์สูงสุด

ไดมอนด์เสนอแนวความคิดว่าน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี คือการกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ การห้ามกินผลไม้หลังอาหารนั้นเพราะเมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้ ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่าคุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดี แต่ก็น่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น
เขียนโดย poompeungsri ที่ 09:49 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

การแต่งกายบอกนิสัยได้นะ...ลองมาดูกัน

    ตัดผมสั้น ไม่แต่งหน้าทาปาก หมกตัวเองภายในห้อง เขียนบันทึกหรือเขียนบทกลอน เป็นคนอ่อนไหว และอ่อนโยน

1. อกหัก
มีความคิด ถ้าโกธรแล้วหน้ากลัวมาก
มีการระบายอย่างชัดเจน
2. แต่งหน้าทาปากบางๆบอกว่าเธอเป็นสาวแล้ว
เป็นคนรักสนุก ชอบเที่ยว อยากรู้อยากเห็น
มีเพื่อนฝูงมากทั้งชายและหญิง มีความคิดฉับไว
รักเที่ยวมากกว่ารักการทำงาน





4. ใส่แว่นดำ การใส่แว่นดำไม่เลือกสถานที่
เช่นในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าบ่งบอกว่าผู้หญิงประเภทนี้
มีความต้องการสูงมากในทุก ๆ ด้าน



                                                                        
                            5. สวมถุงน่อง เป็นคนเฟ้อฝันในเรื่องความรัก

จริงจังกับความรัก ชอบสร้างอารมณ์โรแมนติก
รักใครรักจริง เป็นคนเสียสละ เละเป็นคนหลอกตัวเอง





เขียนโดย poompeungsri ที่ 02:24 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

ความแตกต่างของโฟมล้างหน้าแบบมีฟองและไม่มีฟอง


   พบว่าในวันหนึ่ง ๆ เราต้องล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งทุกเช้าเย็น เท่ากับว่าใน 1 ปี เราต้องล้างหน้าถึง 365x2 = 730 ครั้ง ดังนั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจึงควรล้างออกได้อย่างหมดจด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสาว ๆ บางคนประสบปัญหาดูแลผิวหน้าได้ดีเท่าไหร่ แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นสิว และทิ้งริ้วรอยให้รำคาญใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างระหว่างโฟมมีฟองกับโฟมไม่มีฟองมาให้สาว ๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นคะ
  1. โฟมล้างหน้าประเภทมีฟอง
สารที่ให้ฟองมาก มักจะเป็นสารทำความสะอาดที่มีประจุไฟฟ้าเป็นประจุลบ (Anionic surfactant) ซึ่งหลังจากใช้ล้างหน้าแล้วมักจะมีผิวแห้งตึง ยิ่งถ้าคุณล้างหน้าบ่อย ๆ จะยิ่งมีผิวหน้าแห้งตึงมากยิ่งขึ้น สารในกลุ่มนี้คือ โซเดียม ลอริล ซีลเฟต (sodium lauryl sulfate หรือ SLS) ซึ่งมักจะก่อให้เกิดผื่นระคายสัมผัสได้บ่อย ๆ (Irritant contact dermatitis)
   นอกจากนี้ สารที่มีประจุเป็นลบ จะจับกับประจุบวกบนผิวหน้าทำให้เกิดสารตกค้างบนผิวหน้าได้ง่าย ยิ่งนานวันเข้าก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น ก่อให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย ที่เราเรียก "โคมีโดน" (Comedone)

 2. โฟมล้างหน้าประเภทไม่มีฟอง
สารที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าจะเป็นชนิดที่ไม่มีประจุไฟฟ้า (Nonionic surfactant) พวกครีมโฟมล้างหน้าที่ไม่มีฟองนี้ เมื่อนำมาใช้ล้างหน้าจะมีข้อดีคือ ชำระล้างออกด้วยน้ำได้ง่าย เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้านั่นเอง จึงไม่ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ไม่มีการสะสมที่ผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นจึงไม่มีสิวอุดตันเกิดขึ้น เมื่อใช้โฟมไม่มีฟองล้างหน้า ผิวหน้าจึงดูสดใส ไร้ริ้วรอย และไม่แห้งตึงหลังการล้างหน้า
        เพราะเหตุนี้เวลาไปพบแพทย์ เพื่อดูแลปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟองคะ ซึ่งหากใช้อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ผิวหน้าจะปรับสู่สภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีค่ากรด-ด่าง (pH) ในระดับที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติคะ



                                                                                                                ที่มา: กระปุกดอทคอม 
เขียนโดย poompeungsri ที่ 01:40 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

ค้นหาบล็อกนี้

  • Webboard:กระดานข่าวเเลกเปลี่ยนคาวมรู้เรื่องของความสวยงาม
  • ดาวโหลดไฟล์รูปภาพ

ท่านชอบทานผลไม้รสชาติเเบบใด

รายการบล็อกของฉัน

  • เส้นทางสายธุรกิจ
    3 ปีที่ผ่านมา
  • อินเทรนด์
    สิ่งของที่ห้ามนําขึ้นเครื่องบิน
    15 ปีที่ผ่านมา
  • ศูนย์รวมเคล็ดลับความสวย....*_*
    15 ปีที่ผ่านมา
  • เสี้ยวหนึ่งของอารมณ์ "รัก"
    คําบางคํา เพื่อกําลังใจ
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บุญบารมี
    มงคล 38 ประการ
    15 ปีที่ผ่านมา
  • IT อินเทรนด์
    Notebook 2 หน้าจอ
    15 ปีที่ผ่านมา
  • ชมรมงูจงอางแห่งประเทศไทย
    งูจงอาง
    15 ปีที่ผ่านมา
  • อาหารเพื่อสุขภาพ
    15 ปีที่ผ่านมา
  • !!!!ท่องเที่ยวประเทศไทยไปกันเถอะน่ะ...... <<+_+>>.....!!!
    อยากพักผ่อน...เที่ยวน้ำตกที่ไหนดี
    15 ปีที่ผ่านมา
  • สถานที่ท่องเที่ยว
    ฟูลมูลปาตี้บนเกาะพงัน
    15 ปีที่ผ่านมา

ThaiRSSFeed - บังเทิง

กำลังโหลด...

ผู้เข้าชม..blogger

ผู้ติดตาม

คลังบทความของบล็อก

  • ▼  2011 (20)
    • ▼  กันยายน (17)
      • น้ำผลไม้ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจริงหรือไม่ ทั้ง...
      • 10 เคล็ดลับ การกินอาหารเพื่อสุขภาพ 1.กินอาหารเช้า ...
      • 12 วิธีสร้างสุขเล็ก ๆ เพื่อสุขภาพ 12 วิธีสร้างสุ...
      • ไม่มีชื่อ
      • สับปะรดเพื่อผิวสวย  เรื่องข้อศอกดำ หัวเข่าด้านนั้น...
      • 7 สูตรพอกหน้าจาก 7 ประเทศหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่อยาก...
      • ดับร้อน แก้เครียด ด้วย "กล้วยหอม"
      • ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน เผยช่วยชำระล้างขยะในลำไส...
      • 10 สุดยอดอาหารดีท๊อกซ์
      • มีปัญหาผิวหน้า         หากมีปัญหาผิวหน้า เช่น มีร...
      • ประโยชน์และหน้าที่ของน้ำ
      • กินผลไม้ถูกเวลา...มากคุณค่า
      • การแต่งกายบอกนิสัยได้นะ...ลองมาดูกัน
      • ความแตกต่างของโฟมล้างหน้าแบบมีฟองและไม่มีฟอง
      • วิธีการเเต่งหน้าให้เค้ากับสีผิว
      • ใบหน้าใสกับกล้วยหอม
      • ขจัดกลิ่นกายใต้วงแขนเพื่อความมั่นใจ....
    • ►  กรกฎาคม (3)

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
poompeungsri
I'am Nam a 20-year-old Studying at Mahasarakham University. Year 3 of the accounts were in financial management.
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน
หน้าต่างรูปภาพ ธีม. รูปภาพธีมโดย belknap. ขับเคลื่อนโดย Blogger.