Blogger..นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลต่างๆทั้งเเบบวิชาการเเละเรื่องความสวยงามได้มาสืบค้นเพื่อนำไปใช้ตามความต้องการต่างๆของตนเองได้ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม



I'am Nam.Phiromya

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

กินผลไม้ถูกเวลา...มากคุณค่า

กินผลไม้ตอนท้องว่าง...ได้ประโยชน์สูงสุด

ไดมอนด์เสนอแนวความคิดว่าน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี คือการกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ การห้ามกินผลไม้หลังอาหารนั้นเพราะเมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้ ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่าคุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดี แต่ก็น่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

การแต่งกายบอกนิสัยได้นะ...ลองมาดูกัน

    ตัดผมสั้น ไม่แต่งหน้าทาปาก หมกตัวเองภายในห้อง เขียนบันทึกหรือเขียนบทกลอน เป็นคนอ่อนไหว และอ่อนโยน

1. อกหัก
มีความคิด ถ้าโกธรแล้วหน้ากลัวมาก
มีการระบายอย่างชัดเจน
2. แต่งหน้าทาปากบางๆบอกว่าเธอเป็นสาวแล้ว
เป็นคนรักสนุก ชอบเที่ยว อยากรู้อยากเห็น
มีเพื่อนฝูงมากทั้งชายและหญิง มีความคิดฉับไว
รักเที่ยวมากกว่ารักการทำงาน





4. ใส่แว่นดำ การใส่แว่นดำไม่เลือกสถานที่
เช่นในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าบ่งบอกว่าผู้หญิงประเภทนี้
มีความต้องการสูงมากในทุก ๆ ด้าน



                                                                        
                            5. สวมถุงน่อง เป็นคนเฟ้อฝันในเรื่องความรัก

จริงจังกับความรัก ชอบสร้างอารมณ์โรแมนติก
รักใครรักจริง เป็นคนเสียสละ เละเป็นคนหลอกตัวเอง





ความแตกต่างของโฟมล้างหน้าแบบมีฟองและไม่มีฟอง


   พบว่าในวันหนึ่ง ๆ เราต้องล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งทุกเช้าเย็น เท่ากับว่าใน 1 ปี เราต้องล้างหน้าถึง 365x2 = 730 ครั้ง ดังนั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจึงควรล้างออกได้อย่างหมดจด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสาว ๆ บางคนประสบปัญหาดูแลผิวหน้าได้ดีเท่าไหร่ แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นสิว และทิ้งริ้วรอยให้รำคาญใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างระหว่างโฟมมีฟองกับโฟมไม่มีฟองมาให้สาว ๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นคะ
  1. โฟมล้างหน้าประเภทมีฟอง
สารที่ให้ฟองมาก มักจะเป็นสารทำความสะอาดที่มีประจุไฟฟ้าเป็นประจุลบ (Anionic surfactant) ซึ่งหลังจากใช้ล้างหน้าแล้วมักจะมีผิวแห้งตึง ยิ่งถ้าคุณล้างหน้าบ่อย ๆ จะยิ่งมีผิวหน้าแห้งตึงมากยิ่งขึ้น สารในกลุ่มนี้คือ โซเดียม ลอริล ซีลเฟต (sodium lauryl sulfate หรือ SLS) ซึ่งมักจะก่อให้เกิดผื่นระคายสัมผัสได้บ่อย ๆ (Irritant contact dermatitis)
   นอกจากนี้ สารที่มีประจุเป็นลบ จะจับกับประจุบวกบนผิวหน้าทำให้เกิดสารตกค้างบนผิวหน้าได้ง่าย ยิ่งนานวันเข้าก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น ก่อให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย ที่เราเรียก "โคมีโดน" (Comedone)

 2. โฟมล้างหน้าประเภทไม่มีฟอง
สารที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าจะเป็นชนิดที่ไม่มีประจุไฟฟ้า (Nonionic surfactant) พวกครีมโฟมล้างหน้าที่ไม่มีฟองนี้ เมื่อนำมาใช้ล้างหน้าจะมีข้อดีคือ ชำระล้างออกด้วยน้ำได้ง่าย เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้านั่นเอง จึงไม่ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ไม่มีการสะสมที่ผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นจึงไม่มีสิวอุดตันเกิดขึ้น เมื่อใช้โฟมไม่มีฟองล้างหน้า ผิวหน้าจึงดูสดใส ไร้ริ้วรอย และไม่แห้งตึงหลังการล้างหน้า
        เพราะเหตุนี้เวลาไปพบแพทย์ เพื่อดูแลปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟองคะ ซึ่งหากใช้อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ผิวหน้าจะปรับสู่สภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีค่ากรด-ด่าง (pH) ในระดับที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติคะ



                                                                                                                ที่มา: กระปุกดอทคอม 

วิธีการเเต่งหน้าให้เค้ากับสีผิว




แม้จะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาว ๆ ทุกคนล้วนมีทักษะในการแต่งหน้า แต่งแต้มความสวยให้กับตัวเองทั้งนั้น แต่สังเกตกันไหมคะว่าหลายครั้ง สาว ๆ ก็แต่งหน้าออกมาไม่ได้ดั่งใจตัวเองเลย และดูแปลก ๆ พิกล ซึ่งเราก็มักจะโทษเครื่องสำอางบ้าง โทษอุปกรณ์แต่งหน้าบ้าง แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกค่ะ โทนสีที่ใช้ในการแต่งหน้านี่แหละ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าในการแต่งหน้าให้ออกมาดูดี           

          1. สาวผิวคล้ำมาก โทนสีแต่งหน้าที่เหมาะกับผิวคุณ คือสีน้ำตาลอ่อน ส้มอมน้ำตาล หรือสีนู้ด และควรจะรองพื้นด้วยรองพื้นสีเท่ากับผิวจริงจะดีที่สุด เพื่อไม่เปลี่ยนผิวให้เป็นสีเทา ไม่เป็นธรรมชาติค่ะ และควรหลีกเลี่ยงลิปสติกสีเข้มอย่างสีแดง สีชมพู เพราะจะทำให้ดูหลอกตาอย่างมากเลยล่ะค่ะ

      2. สาวผิวสีน้ำผึ้ง โทนสีแต่งหน้าที่เหมาะกับผิวคุณมากที่สุด คือ สีส้มอมน้ำตาล สีนู้ด และสีทอง และควรรองพื้นด้วยรองพื้นสีสว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับ ส่วนลิปสติกที่เหมาะกับสีผิวสีนี้ มากที่สุด คือ โทนสีนู้ดค่ะ และสามารถใช้ลิปสติกสีเข้มได้ แต่ต้องเป็นสีแก่ ๆ นิดหน่อยนะคะ อย่าง น้ำตาลส้ม หรือชมพูส้มอ่อนจะเหมาะมากเลยทีเดียว

       3. สาวผิวสองสี สามารถแต่งหน้าได้ทุกโทนสี แต่ไม่ควรจะเข้มมากนัก ส่วนสีที่จะช่วยทำให้ดูโดดเด่นขึ้น ได้แก่ สีส้มอ่อน สีน้ำตาลอมส้ม และสีชมพูอ่อนค่ะ

         4. สาวผิวเหลือง โทนสีที่เหมาะกับสาวผิวเหลือง คือ สีชมพู ขาว โดยใช้รองพื้นที่สว่างกว่าผิวจริง 2 ระดับ จากนั้นเล่นสีระหว่างขาวกับชมพู หรือส้มชมพู จะทำให้สาวผิวเหลืองดูมีสุขภาพดี มีเลือดฝาดได้

         5. สาวผิวขาว เหมาะกับการแต่งหน้าทุกโทนสี โดยเฉพาะสีเข้ม ๆ แนวสโมคกี้อาย หรือจะเป็นสีหวาน ๆ อย่างสีชมพูก็ได้ แต่หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าสีเหลืองนะคะ เพราะอาจทำให้หน้าดูสว่างมากเกินจนซีด และไม่เป็นธรรมชาติเลยล่ะค่ะ

           และนี่คือเคล็ดลับการแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิวของตัวเอง ยังไงสาว ๆ ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ เพื่อการแต่งหน้าที่กลมกลืน สวย และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด



                                                                                                    โดย :กระปุกดอทคอม
                                                                                                            

แต่งหน้าโทนสีไหน เข้ากับผิวคุณ

ใบหน้าใสกับกล้วยหอม

กระชับใบหน้าให้สวยใสกับกล้วยหอม...
วันหยุดพักผ่อนกันทั้งที อย่าเสียเวลาปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยปล่าวประโยชน์ค่ะ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆและง่ายๆช่วยให้คุณสาวๆกระชับใบหน้าให้ดูเฟริ์มง่ายๆด้วยผลไม้ใกล้ตัวที่หาซื้อง่ายแสนง่ายมาฝากกันค่ะ
1.นำกล้วยหอมสุก เน้นว่าต้องสุกเท่านั้นนะค่ะ เพราะหากไม่ค่อยสุกแล้วล่ะก็ กล้วยหอมจะมีลักษณะเหมือนเป็นยางนิดๆ อาจจะทำให้หน้าเราแพ้ได้ค่ะ
2. นำกล้วยหอมมาบดให้ละเอียด พร้อมๆกับนำข้าวโอ๊ตแบบบดละเอียด มา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน
3. นำมาพอกหน้าทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วใช้นิ้วค่อยๆสครับออกทีละน้อย จากนั้นทำความสะอาดหน้าให้สะอาด
4. ผิวหน้าจะรู้สึกกระชับและดูเต่งตึงหรือเฟริ์มขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติจากกล้วยหอมและข้าวโอ๊ต และยังช่วยให้ผิวหน้าดูสวยใสไม่มีริ้วรอยมากวนใจอีกด้วยนะค่ะ
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะกับเคล็ดลับความงามอย่างธรรมชาติที่วิธีทำและวัตถุดิบที่ใช้ก็ง่ายแสนง่ายและแถมราคาก็ยังไม่แพงอีกด้วยนะค่ะ และช่วยให้ผิวหน้าดูสวยใสอีกด้วยนะค่ะ

ขจัดกลิ่นกายใต้วงแขนเพื่อความมั่นใจ....

9 วิธีง่ายๆที่ช่วยขจัดกลิ่นกายใต้วงแขน
เรื่องแบบนี้สาวๆส่วนใหญ่มักไม่พึงประสงค์แน่ๆใช่ไหมค่ะ เพราะกลิ่นที่ว่านี้ ไม่มีใครอยากได้กลิ่นหรอกค่ะ วันนี้เรามีวิธีขจัดกลิ่นกายใต้วงแขนกันค่ะ และแถมยังช่วยเพิ่มความขาวเนียนบริเวณใต้วงแขนขึ้นกันด้วยค่ะ และที่สำคัญให้ทำในช่วงเย็น หลังจากกลับมาจากที่ทำงาน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกกรรมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว นะค่ะ
1. เริ่มแรกเลยค่ะ กำจัดขนใต้วงแขน ออกให้หมดเลยนะค่ะ เพราะขนที่ใต้วงแขนเรานี่แหละค่ะ ตัวร้ายที่เป็นบ่อเกิดสิ่งหมักหมมได้ง่ายค่ะ
2. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดและใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณใต้วงแขนของเราให้แห้ง
3.เตรียมอุปกรณ์โดยใช้  เกลือสปา ครึ่งช้อนโต๊ะ โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ถ้าส่วนผสมเหลวมากให้ใส่เกลือสปาเพิ่ม
4.เตรียม มะขามเปียกครึ่งกำมือ จากนั้นให้จุ่มลงไปใน เกลือสปาที่ผสมโยเกิร์ตไว้ จากนั้นนำมาขัดหรือสครับใต้วงแขน ไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วซับออกด้วยผ้าแห้ง ทำซ้ำอีก 2 รอบ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
5. จากนั้นให้ใช้โทนเนอร์เช็ดรอบๆบริเวณใต้วงแขน เพื่อกระชับรูขุมขน บริเวณใต้วงแขนและ สังเกตด้วยนะค่ะ หากเป็นคนแพ้แอลกอฮอล์ ก็ให้เลือกใช้แบบที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ค่ะ  เพราะจะทำให้ใต้วงแขนแพ้เป็นผื่นได้ค่ะ
6.ห้ามเด็ดขาดเลยนะค่ะสำหรับคนที่มีกลิ่นตัวแรง หรือมีเหงื่ออกเยอะบริเวณใต้วงแขน ห้ามทาแป้งลงบริเวณใต้วงแขน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันได้ค่ะ
7.หมั่นทำความสะอาด หรือเช็ดรอบๆ บริเวณ โรลออนที่ใช้เราใช้ประจำค่ะ
8.พยายามงด เนื้อสัตว์ หรือทานให้น้อยลง โดยเฉพาะเนื้อวัวค่ะ เพราะจะทำให้มีกลิ่นตัวที่แรง มากกว่า การทาน ไก่ และ หมูค่ะ
9.ก่อนนอนให้ทานผลไม้ที่ช่วยให้ร่างกายมีกลิ่นกายที่สดชื่นเช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ลูก ส้มนาเวล หรือ ส้มเขียวหวาน 1 ลูก จะช่วยให้ร่ายกายมีกลิ่นตัวเหมือนผลไม้ที่เรารับประทานค่ะ และจะช่วยลดกลิ่นตัวเราได้มากเลยค่ะ

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลดน้ำหนัก7วัน 9กิโล

    สูตรนี้บางคนทำแล้วสามารถลดได้ถึง 9 กิโลกรัม
ใน 7 วันเลยนะคะ ลองเอาไปทำตามดู
แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายของคนเราด้วยนะคะ
ถ้าหากน้ำหนักมากๆ เกิน 80 กิโลกรัม
ขึ้นไป หากทำตามสูตรนี้ได้ เชื่อว่าน่าจะลดได้ 9 กิโลแน่ๆ ค่ะ ใจแข็งพอรึเปล่าคะ
                                             

วันที่ 1
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็กกับสลัดผักน้ำใส และผลไม้

วันที่ 2
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : สเต็กหรือเนื้อหมู เนื้อวัวย่างก็ได้ กับสลัดผักเขียวและผลไม้
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้

วันที่ 3
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง และสลัดกับแครอท
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้

วันที่ 4
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 1 ฟองกับแครอทต้ม
มื้อเย็น : ผลไม้และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ

วันที่ 5
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ปลาเผาหรือปลาย่างกับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็ก หรือเนื้อย่างไม่ติดมัน กับสลัดผักสดน้ำใส

วันที่ 6
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไก่ย่างไม่ติดหนัง
มื้อเย็น : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับแครอทต้ม

วันที่ 7
มื้อเช้า : กาแฟหรือชาบีบมะนาว แต่ไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ผลไม้อะไรก็ได้ในปริมาณต้องการ
มื้อเย็น : อะไรก็ได้ทุกอย่างที่อยากทาน ไม่จำกัดปริมาณ





                                        ที่มา       www.ladytip.com